
“เรากำลังสร้างตู้เสื้อผ้าของตัวละคร ไม่ได้แค่เอาชุดมาชุดนึงให้นักแสดงใส่เข้าฉาก
เพราะฉะนั้นภูมิหลังของทุกตัวละครสำคัญต่อสิ่งที่เขาใส่ทั้งหมด”
มายน์ ชญานุช Costume Designer เพียงหนึ่งเดียวของหนัง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ ที่รับหน้าที่ดูแล
เรื่องเครื่องแต่งกายของตัวละครทั้ง 3 พาร์ท เล่าถึงการเตรียมตัวก่อนการถ่ายทำ ที่ต้องพูดคุย
และทำความเข้าใจกับภาพที่ผู้กำกับทั้งสามตั้งใจจะสื่อ
เริ่มกันที่ความลับในสีสันของโกฮังในวัยเด็ก ที่ หมู ชยนพ ผู้กำกับที่รับหน้าที่เล่าเรื่องราวในพาร์ทนี้
ได้แอบซ่อนไว้ในเสื้อผ้าและสิ่งของต่างๆ ในเรื่อง
“ตอนได้ยินชื่อ ‘โกฮัง’ ผมนึกถึงตัวละครในการ์ตูนเรื่องโปรดของผมอย่าง ‘ดราก้อนบอล’
โกฮังเกิดมาไม่นาน พ่อ(โกคู)ก็ตายไป ‘พิกโกโร่’ ปีศาจตัวสีเขียวในชุดสีม่วง ได้นำโกฮังไปเลี้ยงดูแทน
ซึ่งมีเหตุการณ์พีคๆ ในเรื่องหลายช่วง ที่โกฮังเลือกแต่งตัวด้วยชุดสีม่วงเหมือนพิกโกโร่ เพื่อเป็นการให้เกียรติคนที่เป็นเหมือนพ่อคนที่สองในชีวิตของเขา มันเลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหยอดสีเขียว สีม่วง ลงไปในเสื้อผ้าและสิ่งของต่างๆ ในเรื่อง”
ซึ่ง มายน์ รับโจทย์นี้เอาไปพัฒนาต่อ โดยปรับให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของลุงฮิโระและเด็กชายโกฮัง
“คาแรคเตอร์ของฮิโระจะเป็นวิศวกรชาวญี่ปุ่นที่ค่อนข้างเนี้ยบ เข้มๆ ไม่ยืดหยุ่น เขาก็จะใส่เสื้อเชิ้ต
หรือ ยูนิฟอร์ม เป็นแพทเทิร์นตลอด เวลาเราจะหยอดสีเขียวลงไปในชุดที่เขาใส่ ก็จะเป็นสีเขียวตุ่นๆ
ไม่ใช่เขียวสดใส จนเขาได้มาเจอกับโกฮัง โลกก็สดใสขึ้น ผ่อนคลายขึ้น เริ่มใส่เสื้อยืด เสื้อผ้าเริ่มมีสีสัน
มากขึ้น แล้วเราก็จินตนาการว่า ลุงฮิโระน่าจะรักโกฮังเหมือนลูก ก็เลยจับโกฮังผูกผ้าพันคอให้น่ารัก
คนที่เห็นจะได้เอ็นดูเขา ซึ่งเราก็เลือกลายผ้าพันคอให้แมทช์กับชื่อโกฮัง ที่แปลว่าข้าวสวย ลายในผ้าพันคอ ก็จะเป็นลายข้าวปั้นหน้าต่างๆ นอกจากสีเขียว สีม่วง ที่หมูอยากได้แล้ว เราก็หยอดสีเหลืองลงไปด้วย เพราะเราคิดว่า ‘โกฮัง’ เป็นเหมือนสีเหลืองสดใสในชีวิตของลุงฮิโระ”

ความลับในสีสันของโกฮังวัยหนุ่มบอกเล่าผ่านเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดที่ตัวละครสวมใส่ ซึ่งเป็นความตั้งใจที่
บาส พูนพิริยะ ผู้กำกับในพาร์ทนี้ อยากสื่อสารให้คนดูได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น
“ผมคุยกับพี่แอ้น ผู้กำกับภาพ กับมายน์ ที่ทำเสื้อผ้าเอาไว้ว่า พาร์ทโกฮังหนุ่มนี้ ผมมองเห็นมันเป็น
ความสดใสปนหม่น เป็นสีสดแต่คลุกฝุ่น เป็น Road Movie ผสม Drama Thriller เพราะมันคือ การผจญภัยในโลกใบใหม่ของคนงานชาวเมียนมาที่ต้องเปลี่ยนสังคม และโกฮังที่ต้องเปลี่ยนบ้าน มันตื่นตาตื่นใจนะ แต่ทั้งคู่ก็ต้องพยายามเอาตัวรอด ผมเชื่อว่าสีโทนสดที่หม่นแบบนี้ มันรุนแรงทางความรู้สึก ทั้งกับสายตา และหัวใจของคนดูได้”
ซึ่งหลังจากอ่านบทแล้ว มายน์ก็พบว่าสิ่งที่เธอคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับบาสอย่างไม่น่าเชื่อ
“เราบอกพี่บาสว่าตอนเราอ่านบท เราเห็นน้ำชา (รับบทโดย พิ้งกี้) ใส่เสื้อเชิ้ตลายดอกไม้สีส้ม
มันคือความร้อนที่มองแล้วหม่น ซึ่งตรงกับสิ่งที่พี่บาสอยากได้เหมือนกัน พอได้สีแล้ว เราก็คิดต่อไปว่า
ตัวละครแม่บ้านชาวเมียนมา น่าจะเป็นคนที่ใส่เสื้อผ้าอย่างคุ้มค่า เพราะเขาไม่ได้มีเงินมาก เขาจากบ้านมาทำงานที่นี่ เขาน่าจะใส่เสื้อเชิ้ตทับเสื้อกล้าม เพราะตอนที่เขาต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ก็สามารถ ถอดเสื้อเชิ้ตออกมาแล้วห่อๆ ทำเป็นหมอนหนุนนอนได้ หรือตอนกลางวันก็ใช้กางบังแดดได้ แล้วสีส้มที่เรามองเห็น มันก็เป็นสีที่ตัดกับ background ของแต่ละ location ในพาร์ทนี้ด้วย ทำให้ตัวละครน้ำชาดูโดดเด่น และแปลกแยกออกมาจากบรรยากาศรอบตัว เหมือนกับที่เขาเป็นคนต่างถิ่นที่ไม่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในบ้านเรา”
ซึ่งนี่คงคล้ายกับความรู้สึกของ ‘นายโกฮัง’ ที่มีต่อ ‘น้ำชา’ เพื่อนซี้ที่โดดเด่นที่สุดในโลกหม่นๆ ใบนี้ของมัน

ความลับในสีสันของโกฮังวัยแก่ ถูกกำหนดมาจากสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดในตัวโกฮัง
ซึ่ง อัตต้า ผู้กำกับในพาร์ทนี้ เลือกจิ้มสีชมพู ซึ่งเป็นสีจมูกของมัน มาเป็นสีหลักของพาร์ทนี้
“เอกลักษณ์ที่เราจำได้ของเจ้าโกฮังคือจมูกสีชมพู พาร์ทนี้ผมก็เลยใช้สีชมพูจมูกโกฮังเป็นหลัก
บวกกับความตั้งใจตั้งแต่ต้นของผม ที่อยากใช้งานศิลปะจากศิลปินจริงๆ 2 ท่าน มาสื่อถึงคาแรคเตอร์
ของเปเล่ (รับบทโดย เจ้านาย) และ ใจดี (รับบทโดย ตู ต้นตะวัน) ซึ่งสีหลักของเปเล่จะเป็นสีน้ำเงิน
ที่ตัดกับสีชมพูของใจดี”
ซึ่งมายน์ก็รับโจทย์นี้เอามาตีความต่อ จนทำให้ตู้เสื้อผ้าของหนังในพาร์ทนี้มีสีสันสดใส และบรรจุเสื้อผ้า ไว้มากที่สุด
“เจ้าของของโกฮังในพาร์ทนี้ต้องเปลี่ยนทั้งหมด 4 ลุค ตามการเจริญเติบโตของตัวละคร ตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมมาสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย ได้เป็นนักศึกษา เรียบจบ จนทำงาน ซึ่งในหนังเราจะเล่าผ่านซีนสั้นๆ เพียงไม่กี่ซีน แต่เราคุยกับอัตต้าว่า ถ้าเห็นพัฒนาการของตัวละครไม่ชัด คนดูจะไม่รู้สึกว่าสองคนนี้ มันผ่านเวลาและเติบโตมาด้วยกัน เราเลยซีเรียสกับการทำให้รายละเอียดของทั้ง 4 ลุคแตกต่างกัน และแต่ละคนก็ต้องมีสไตล์เป็นของตัวเองด้วย เหตุผลของมันก็คือ อัตต้าวางไว้ให้ตัวละครหลักทั้งสองตัวนี้เรียนคณะศิลปะ มีการใช้ผลงานของศิลปินจริงมาอยู่ในหนัง เพราะฉะนั้น เสื้อผ้ามันก็จะเป็นไปตามคาแรคเตอร์งานศิลปะของเขา เปเล่จะมีความเป็นเสื้อวินเทจ สีฟ้า น้ำเงิน มีลายกราฟฟิค หรืออะไร บางอย่าง ที่ทำให้มันเป็นแบบที่มีอยู่ตัวเดียว ไม่เหมือนใคร ส่วนใจดีก็จะหวานๆ มีระบาย มีความดอกไม้แล้วสีก็จะค่อยๆ แข็งขึ้น ตามความรู้สึกของตัวละคร”
นอกเหนือจากเสื้อผ้า เราก็มีใช้องค์ประกอบอื่นๆ ในการเล่าพัฒนาการความรู้สึกของตัวละครด้วย
ความตั้งใจของผู้กำกับก็คืออยากให้เปเล่มันเปลี่ยนสีผม จะได้รู้สึกผ่านเวลาด้วย รู้สึกว่าการใช้ชีวิตของมันไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย เราก็เลยคุยกันว่า งั้นเอาสีชมพูไปเลย ในมุมเราตัวละครตัวนี้มันเป็นผู้ชายที่รู้สึกว่ารัก แต่ไม่ต้องพูดก็ได้ พอถึงเวลาที่มันต้องแสดงความรู้สึกกับใจดี เราก็เลยให้มันทำผมสีชมพู ซึ่งเป็นสีที่ใจดีชอบ เป็นการบอกให้ใจดีรู้ว่า มันเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วนะ ตามสไตล์คนที่ไม่ชอบทำอะไรเหมือนใคร ส่วนลุงโกฮังในพาร์ทนี้ก็จะมีสีสันอยู่ที่ปลอกคอ จะเป็นผลงาน DIY ของใจดี เพราะใจดีรักโกฮัง ที่ตัวโกฮังก็เลยมีสีสันเข้ามา ไม่หม่นเหมือนตอนหนุ่ม แต่ก็ไม่สดใสเท่าตอนเด็ก มีความเป็นสีพาสเทล เพราะเขาผ่านชีวิตมาเยอะ จนนิ่ง จนชิลแล้ว ในพาร์ทนี้โกฮังจะเป็นความอบอุ่น ที่ให้ความสว่างบางๆ กับเด็กทั้งสองคน”